Holiday tours   |    


Gift Shop เกร็ดความรู้ ดูแลสุขภาพ ให้สดใสแข็งแรง

ศูนย์รวมการดูแล ดูแลสุขภาพ ชลอความแก่10-20ปีจริงๆ ดูแลผู้ป่วย

Google- ฮอลิเดย์ทัวร์ ค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์นี้
     


Holiday Tours ดูแล ศูนย์รวมการดูแล ดูแลสุขภาพ ดูแลผิวใส

*** ศูนย์รวมการดูแล ดูแลผิวใส ชลอความแก่10-20ปี
*** ข้อมูลสุขภาพ การดูแลสุขภาพ เว็บ สุขภาพ

***ดูแลสุขภาพ โปรแกรมดูแลสุขภาพ
*** สุขภาพ อาหาร อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารสุขภาพ การดูแลสุขภาพ

ศูนย์รวมเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแล ดูแลสุขภาพ ชลอความแก่10-20ปีจริงๆ ดูแลผิวใส ^_^


ดูแลสุขภาพ ง่าย ๆ ด้วย 4 อ +1
อาหาร ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อาหารอายุสั้นจะทำให้เราอายุยืน
เช่น ผักสด ผลไม้ เพราะ ไม่มีวัถุกันเสีย และสารเคมีอื่น ๆ
ผลไม้ที่ดีที่สุดคือแอ๊ปเปิ้ล เพราะมีกากใย รวมทั้งวิตามินและเกลือแร่เยอะมาก
จนมีคำกล่าวว่า กินแอ๊ปเปิ้ลทุกวัน ไม่ต้องไปหาหมอ
ส่วนอาหารที่อายุยืนจะทำให้เราอายุสั้น เช่น อาหารกระป๋อง
เพราะมีการใส่วัตถุกันเสียและสารเคมีอื่น ๆ จำนวนมาก

อากาศ อากาศเป็นพิษชีวิตจะสั้นต้นไม้เท่านั้นทั้งกันและแก้
บทความจากหนังสือเรียนประถมในสมัยก่อน บอกถึงความสำคัญ
ของอากาศได้เป็นอย่างดี

อารมณ์ ถ้าคนเราเครียดร่างกายหลั่งสารพิษสู่ร่างกาย ส่งผลให้
เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่นโรคเครียด ไมเกรน สังเกตุได้ง่าย ๆ ว่า
คนที่มีอารมณ์เครียดเสมอ ๆ มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ อยู่ประจำ
แต่ถ้าคนเรามีความสุขจะส่งผลตรงข้าม นั่นคือร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุข
ทำให้เราบรรเทาและรักษาเรา จากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้ อารมณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

อุจจาระ อุจาระเป็นของเน่าเสีย เราจึงไม่ควรจะเก็บไว้กับร่างกายเราไว้นานนัก
เราจึงควรดูแลระบบขับถ่ายของเราให้มีการขับถ่ายทุกวัน เพื่อไม่ให้เป็นที่เพาะเชื้อโรค

นอกจาก 4 อ แล้วยังมีอีก 1 อ ที่สำคัญคือ
ออกกำลังกาย กีฬาเป็นยาวิเศษ หลายคนอาจจะแสวงหายาดีมากมาย
แต่ยาที่ดีที่สุดกลับเป็นสิ่งพื้น ๆ ที่เราเรียกกันว่าการออกกำลังกาย
ใครที่เดินได้ 3 หมื่นก้าวต่อวัน จะไม่เจ็บป่วยจากโรคจากเชื้อโรค
(เป็นบทความจากหนังสือเล่มหนึ่ง)
เช่นโรคเบาหวาน หัวใจ ความดัน เพราะการออกกำลังกาย จะมีการดึงเอา
พลังงานมาใช้ และทำให้ร่างกายแข็งแรง และเกิดภูมิต้านทาน
สังเกตุได้จากคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ มักมีสุขภาพที่แข็งแรง
แต่การออกำลังกายควรจะออกให้พอดี ๆ นะครับ
เหมือนปุ๋ยที่มีประโยชน์ แต่ถ้าให้มาก ๆ ต้นไม้ก็ตายได้เหมือนกัน
คนเราเวลาทำอะไรก็ควรจะทำแบบพอตัวครับ ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป

บทความ 4 อ + 1 โดย www.holidaytours.in.th
ถ้าใครจะนำไปใช้กรุณาให้เครดิตด้วยนะคับ ขอบคุณครับ


ดูแลสุขภาพ ทำอย่างไรให้อายุยืนถึง 114 ปี น่าอ่านมากครับ
1. คิดเสมอว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ อายุจะยาวอีก 1.8 ปี
ข้อมูลวิจัยจากมหาวิทยาลัย Warwick ประเทศอังกฤษระบุว่า
บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลจะมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าผู้ที่ถูก
เสนอชื่อแล้วพลาด
สอดคล้องกับการวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต แคนาดา
ผู้ได้รางวัลออสการ์จะมีอายุยืนขึ้น 4 ปี
หากได้เบิ้ลซ้ำก็ยาวเพิ่มไปอีก 6 ปี
การได้รับคำยกย่องในวงสังคม
จึงทำให้ทุกวันของชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย
หากเราแพ้ขณะนี้ ก็คิดเสียว่าจะไม่เป็นผู้แพ้ตลอดไป
วันข้างหน้ายังมีต้องเข้าข้างเราบ้างล่ะน่า
ผู้ชนะทุกคนก็ล้วนเคยแพ้มาก่อนแหละ

2. กินช็อคโกแลต อายุจะยาวไปอีก 2 ปี
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า
คนกินช็อคโกแล็ต (โดยเฉพาะช็อคโกแล็ตดำ)
มีอายุยืนกว่า 1 ปีหรือมากกว่าผู้ไม่ได้ลิ้มรสความอร่อย หอมหวาน
จำนวนที่เหมาะสม 3 แท่งใน 1 เดือน
(หากมากกว่านี้อาจจะเกิดผลตรงข้าม อุอุ อ้วนเกินงาม)

3.มี XXX สม่ำเสมอ อายุจะยาวอีก 2.5 ปี
ชะอุ้ย ข้อนี้ ไม่ต้องอธิบายมาก รู้กันทั้งน้าน
ข้อมูลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียให้อายุยาวเพิ่มอีก
ผู้ชายที่มี XXX 2 ครั้งหรือมากกว่าต่ออาทิตย์
จะมีอัตราเสี่ยงที่จะตายก่อนอายุน้อยผู้ชายที่มี XXX แค่เดือนละครั้งหรือ
ถดถอยไปกว่านั้น

4. ศรัทธาในศาสนาและคบหาสมาคมกับเพื่อนพ้อง อายุจะยาวอีก 3 ปี
มหาวิทยาลันยพิตสเบอร์กค้นคว้าได้ผลว่า
ความเชื่อมั่น ศรัทธาและเข้าร่วมในพิธีกรรมทางศาสนาสม่ำเสมอ
เช่น เข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์
จะเพิ่มความยืนยาวของอายุได้อีก 2 - 3 ปี
เมื่อเทียบกับกับการออกกำลังกายที่เพิ่มความยืนยาวให้ 2.5 - 3.5 ปี
การเข้าหาสมาคมกับเพื่อนพ้อง(ดีๆ)
เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความหงอยเหงา
และสร้างภูมิต้านทานความเครียด
บุคคลที่อยู่โดดเดี่ยวหรือไม่สุงสิงสมาคมกับใคร
มักจะมีแนวโน้มตายก่อนกาล 35%

5. กินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง อายุจะยาวอีก 3.6 ปี
ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข มหาวิทยาลัย Loma Linda
ศึกษามาว่า ผู้ที่กินเนื้อสัตว์น้อยกว่าหนึ่งครั้งในอาทิตย์
มีอัตราความ เสี่ยงตายก่อนกาลน้อยกว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์บ่อยครั้งกว่า
และยืดอายุเฉลี่ยยาวกว่า 3.6 ปี
ขณะเดียวกันก็ต้องกินผักสด ผลไม้สด
เพิ่อเพิ่มระดับแอนตี้อ๊อกซิแด๊นซ์ในร่างกาย

6. กระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว อายุยืนอีก 3.7 ปี
อันนี้เข้าใจไม่ยาก ร่างกายได้เคลื่อนไหวตลอดเวลา
ก็ช่วยให้หัวใจทำงานสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายเป็นคุณกับสุขภาพมานานแล้ว

7. ดื่มไวน์ประจำ อายุยืนอีก 4 ปี
โอ้โฮ อยู่เมืองไทยขืนดื่มประจำ อายุยืนก็เถอะ
แต่เงินในกระเป๋าเราคงอยู่ไม่ยืนแน่
เปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มอื่นจะดีมั้ย
เช่น เบียร์ หรือจะสุขภาพหน่อยก็น้ำเก๊กฮวย น้ำเต้าหู้ น้ำหล่อฮังก๊วยดีกว่า

8. ความดันโลหิดและคอเลสเตอโรลต่ำ อายุยืนอีก 4.1 ปี
อันนี้ก็เข้าใจไม่ยากเหมือนกัน

9. มีการศึกษาและเล่นกอล์ฟ อายุยืนอีก 5 ปี
จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ผู้หญิงที่มีการศึกษาดีกว่ารุ่นราวคราวเดียวกันจะอายุยืนกว่าถึง 7.8 ปี
ทั้งนี้คงเป็นเรื่องของการยอมรับ มีหน้ามีตา มีเกียรติในวงสังคม
ยิ่งหากเรียนถึงปริญญาเอก ยิ่งมีอายุยืนกว่าปริญญาโท
เอ..แต่กูรูว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาวนะ
ส่วนเล่นกอล์ฟก็อยู่ในหมวดของการออกกำลังกายนั่นแหละ

10. กินดีอยู่ดี อายุยืนอีก 6.6 ปี
เลือกกินผัก ผลไม้ ช็อคโกแล็ตดำ เม็ดอัลมอนด์และปลา อาทิตย์ละ 4 ครั้ง
ล้วนแต่หม่ำของดีเสริมสร้างคุณค่าแก่ร่างกาย
ไม่ต้องพึ่งหรือหาอาหารเสริมอื่นๆให้หมดเปลือง

11. ลดน้ำหนัก อายุยืนอีก 7 ปี
จากการศึกษาของมหาวิทยาอ๊อกซฟอร์ด
คนอ้วนอายุ 40 ปีที่มีดัชนีมวลรวม BMI มากกว่าตอนอายุ30 ปี
มักจะเสียชีวิต 7 ปีต่อมาโดยเฉลี่ย

12. มองโลกในแง่บวก อายุยืนอีก 7.5 ปี
คนมองโลกในแง่ดีมักจะอายุยืนกว่าคนมองโลกในแง่ร้าย
อาจเป็นเพราะฝ่ายหลังมองไม่เห็นความจำเป็นที่ตัวเองจะต้องอยู่ดูโลกนานๆ
เลยเพาะนิสัยที่ไม่ถูกสุขลักษณะเช่น สูบบุหรี่ กินเหล้า

13. ไม่สูบบุหรี่ อายุยืนอีก 8-10 ปี
อันนี้ข้อมูลเยอะ สงสัยจะให้เลิกบุหรี่กัน
มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ วิจัยว่า ผู้ไม่สูบบุหรี่เลยจะมีอายุเฉลี่ยยาวกว่า 10 ปี
เมื่อเทียบกับผู้ที่สูบบุหรี่วันละ 20 มวน
ข้อมูลวิจัยจากนิวซีแลนด์ระบุว่า 50 % ของผู้สูบบุหรี่มักจะตายก่อนเวลาอันควร
และจบชีวิตเร็วกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 14 ปี
ข่าวดี ไม่มีวันสายหากจะเลิกบุหรี่เสียแต่บัดนี้
หน่วยงานเกี่ยวกับการป้องปรามยาเสพติคของสหรัฐระบุว่า
ผู้ชายอายุ 35 ปี หากเลิกบุหรี่ได้ จะมีอายุยืนยาวกว่าเดิม 5.1 ปี
Eramus Medical Centerที่ร็อตเตอร์ดัม ค้นพบว่า
ผู้ชายที่ผ่านการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ หากเลิกบุหรี่หลังผ่าตัด
จะมีอายุยืนยาวกว่าเดิมอีก 3 ปี

14. แต่งงานเสีย อายุจะยืนยาวอีก 10 ปี
อันนี้ก็เข้าใจไม่ยาก มีคู่ทุกข์คูยากค่อยห่วงใย
ทั้งดุ เตือน ขู่(เข็ญ) ให้ทำตัวดีๆทั้งวัน ตัดรำคาญก็เลยทำตัวดี
เลยอยู่ทนฟังเห็นหน้ากันได้อีกนานๆ
ถ้าไม่เฉาหูเสียก่อน อิอิ

15. มีชีวิตที่เป็นสุข อายุจะยืนยาวอีก 10 ปี
จากข้อมูลของมหาวิทยาลัยเคนตักกี้
แม่ชีที่มีความสุขอายุจะยืนยาว
และมีอัตราเสี่ยงของโรคอัลไซม์เมอร์น้อยกว่าแม่ชีที่มีความทุกข์
อีกทฤษฎีเสริมว่า คนมีความสุขมักจะแสดงตัวเปิดเผย
เวลาไม่สบายจึงสังเกตง่ายกว่า
คนรอบช้างสามารถให้ความช่วยเหลือทันท่วงที

16. ปฏิบัติตัวกับชีวิตให้ดีๆ อายุจะยืนยาวอีก 14 ปี
รักตัวเองก่อนจะรักคนอื่น ใส่ใจกับสุขภาพ
ลดละสิ่งที่บั่นทอนและสร้างความเครียด หาทางระบายออกเสียบ้าง
สรรหาเสพสิ่งสุนทรี เพิ่มคุณค่าให้กับตัวเอง

17. อยู่ในสิ่งแวดล้อมดีๆ อายุจะยืนยาวอีก 20 ปี
มีเพื่อนบ้านดีๆ อากาศดีๆ หายใจคล่องจมูก
ไม่ต้องตืนกลางดึกมาเฝ้ายามให้บ้านเพราะกลัวขโมยขึ้น
หรือนอนไม่เคยหลับเพราะเสียงเอะอะเมาเหล้าข้างนอก
หรือต้องเอาผ้ามาปิดจมูกเพราะกลิ่นขยะโชยมาเป็นระยะ

บวกทั้งหมดแล้วอายุจะยืนยาวขึ้น 114 ปีเลยทีเดียว
เออ...แต่ใครอยากจะอยู่นานถึงขนาดนั้นโดยที่เพื่อนๆเราไปหมดแล้วอะ

ทำอย่างไรให้อายุยืนถึง 114 ปี How to live to 114..in the thoery
ที่มา Brunch Magazine


การดูแลสุขภาพตนเอง
โดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ในชีวิต ก็จะพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เป็นอันดับแรก เมื่อรู้ว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เอง ก็จะแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น ในเรื่องความเจ็บป่วย หรือปัญหาสุขภาพก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องการที่จะดูแลตนเอง ให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ดังนั้น กล่าวได้ว่า "การดูแลสุขภาพตนเอง เป็นกิจกรรมที่บุคคลแต่ละคนปฏิบัติ และยึดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติ เพื่อให้มีสุขภาพดี" อาจแบ่งขอบเขตการดูแลสุขภาพตนเอง เป็น 2 ลักษณะคือ

การดูแลสุขภาพตนเองในสภาวะปกติ
เป็นการดูแลสุขภาพตนเอง และสมาชิกในครอบครัว ให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์อยู่เสมอ ได้แก่

* การดูแลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เช่น การออกกำลังกาย การสร้างสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
* การป้องกันโรค เพื่อไม่ให้เจ็บป่วยเป็นโรค เช่น การไปรับภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ การไปตรวจสุขภาพ การป้องกันตนเองไม่ให้ติดโรค

การดูแลสุขภาพตนเองเมื่อเจ็บป่วย
ได้แก่ การขอคำแนะนำ แสวงหาวามรู้จากผู้รู้ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขต่างๆ ในชุมชน บุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติ หรือการรักษาเบื้องต้นให้หาย จากความเจ็บป่วย ประเมินตนเองได้ว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เพื่อรักษาก่อนที่จะเจ็บป่วยรุนแรง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุข เพื่อบรรเทาความเจ็บป่วย และมีสุขภาพดีดังเดิม การที่ประชาชนทั่วไปสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง การดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย เพื่อบำรุงรักษาตนเอง ให้สมบูรณ์แข็งแรง รู้จักที่จะป้องกันตัวเอง มิให้เกิดโรค และเมื่อเจ็บป่วยก็รู้วิธีที่จะรักษาตัวเอง เบื้องต้นจนหายเป็นปกติ หรือรู้ว่า เมื่อไรต้องไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ที่มา thaigoodview.com


การดูแลสุขภาพตนเอง
โดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ในชีวิต ก็จะพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เป็นอันดับแรก เมื่อรู้ว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เอง ก็จะแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น
ในเรื่องความเจ็บป่วย หรือปัญหาสุขภาพก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องการที่จะดูแลตนเอง ให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ดังนั้น กล่าวได้ว่า "การดูแลสุขภาพตนเอง เป็นกิจกรรมที่บุคคลแต่ละคนปฏิบัติ และยึดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติ เพื่อให้มีสุขภาพดี" อาจแบ่งขอบเขตการดูแลสุขภาพตนเอง เป็น 2 ลักษณะคือ

1. การดูแลสุขภาพตนเองในสภาวะปกติ
เป็นการดูแลสุขภาพตนเอง และสมาชิกในครอบครัว ให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์อยู่เสมอ ได้แก่
- การดูแลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เช่น การออกกำลังกาย การสร้างสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
- การป้องกันโรค เพื่อไม่ให้เจ็บป่วยเป็นโรค เช่น การไปรับภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ การไปตรวจสุขภาพ การป้องกันตนเองไม่ให้ติดโรค

2. การดูแลสุขภาพตนเองเมื่อเจ็บป่วย
ได้แก่ การขอคำแนะนำ แสวงหาวามรู้จากผู้รู้ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขต่างๆ ในชุมชน บุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติ หรือการรักษาเบื้องต้นให้หาย จากความเจ็บป่วย ประเมินตนเองได้ว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เพื่อรักษาก่อนที่จะเจ็บป่วยรุนแรง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หรือบุคลากรสาธารณสุข เพื่อบรรเทาความเจ็บป่วย และมีสุขภาพดีดังเดิม
การที่ประชาชนทั่วไปสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง การดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย เพื่อบำรุงรักษาตนเอง ให้สมบูรณ์แข็งแรง รู้จักที่จะป้องกันตัวเอง มิให้เกิดโรค และเมื่อเจ็บป่วยก็รู้วิธีที่จะรักษาตัวเอง เบื้องต้นจนหายเป็นปกติ หรือรู้ว่า เมื่อไรต้องไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
การปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน
สุขภาพของคนเราจะดีหรือเสื่อมนั้น ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แข็งแรง ของอวัยวะต่างๆ เช่น ผิวหนัง ตา หู จมูก และฟัน ซึ่งเป็นอวัยวะภายนอกร่างกาย ที่เราควรดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดี และแข็งแรง เพราะถ้าเสื่อมโทรม หรือผิดปกติ จะส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนอื่นๆ ได้ ดังนั้น เราต้องระวังรักษาส่วนต่างๆ ของร่างกายให้สะอาด ตลอดจนการออกกำลังกาย และการพักผ่อน เพื่อทำให้ร่างกายมีความสมบูรณ์ แข็งแรง และมีผลทำให้จิตใจเบิกบาน แจ่มใส สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ อย่างมีความสุข
การดูแลสุขภาพตนเอง ให้มีสุขภาพสมบูรณ์ และแข็งแรงอยู่เสมอ จะต้องปฏิบัติกิจกรรม ในด้านการส่งเสริมสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ในชีวิตประจำวัน โดยยึดหลักสุขบัญญัติ 10 ประการ และสำรวจสุขภาพตนเอง ดังนี้

1. ดูแลรักษาร่างกาย และของใช้ให้สะอาด
* อาบน้ำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
การอาบน้ำให้สะอาด จะต้องใช้สบู่ฟอกทุกส่วนของร่างกายให้ทั่ว และมีการขัดถูขี้ไคล บริเวณลำคอ รักแร้ แขนขา ง่ามนิ้วมือ ง่ามนิ้วเท้า ขาหนีบ โดยเฉพาะอวัยวะเพศ ต้องรักษาความสะอาดเป็นพิเศษ หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำ และเช็ดตัวให้แห้ง ด้วยผ้าที่สะอาด จะช่วยให้ร่างกายสะอาด และสดชื่น

* สระผม อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
การสระผมช่วยให้ผสม และหนังศีรษะสะอาด ไม่สกปรก หรือมีกลิ่นเหม็น โยใช้สบู่ หรือแชมพูสระผมจนสะอาด แล้วเช็ดผมให้แห้ง หร้อมทั้งหวีผมให้เรียบร้อย การหมั่นหวีผม จะช่วยนวดศีรษะให้เลือดมาเลี้ยงศีรษะมากขึ้น และต้องล้างหวี หรือแปรงให้สะอาดเสมอ การไม่สระผม หรือสระผมไม่สะอาด ทำให้เป็นชันนะตุ รังแค และเกิดอาการคัน เกิดโรคผิวหนัง และเชื้อราบนหนังศีรษะ ทำให้เกิดผมร่วง และเสียบุคลิกภาพ

* การรักษาอนามัยของดวงตา
ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญ เราควรหวงแหน และให้ความเอาใจใส่ ควรปฏิบัติดังนี้
o อ่าน หรือเขียนหนังสือในระยะห่างประมาณ 1 ฟุต โดยมีแสงสว่างเพียงพอ แสงเข้าทางด้านซ้าย หรือตรงข้ามกับมือที่ถนัด หากรู้สึกเพลียสายตา ควรพักผ่อนสายตา โดยการหลับตา หรือมองไปไกลๆ ชั่วครู่
o ดูโทรทัศน์ในระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตรครึ่ง
o บำรุงสายตาด้วยการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า เช่น มะละกอสุก ฟักทอง และผักบุ้ง เป็นต้น
o ใส่แว่นกันแดด ถ้าจำเป็นต้องมองในที่ๆ มีแสงสว่างมากเกินไป
o ตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยแผ่นทดสอบสายตา (E-Chart) ถ้าสายตาผิดปกติ ให้พบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสอบ และประกอบแว่นสายตา

* การรักษาอนามัยของหู
หูเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย ที่จะต้องเอาใจใส่ดูแลให้ถูกต้อง ดังนี้
o เช็ด บริเวณใบหู และรูหู เท่าที่นิ้วจะเข้าไปได้ ห้ามใช้ของแข็งแคะเขี่ยใบหู รูหู
o คนที่มีประวัติว่า มีการอักเสบของหู ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าหูเด็ดขาด
o หากมีน้ำเข้าหู ให้เอียงหูข้างนั้นลง น้ำจะค่อยๆ ไหลออกมาได้เอง หรือใช้ไม้พันสำลีเช็ดบริเวณช่องหูด้านนอก
o ถ้า เป็นหวัด ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะจะทำให้เชื้อโรคจากจมูก หรือคอ ถูกดันเข้าไปในหูชั้นกลาง ทำให้เกิดการติดเชื้อ และเกิดเป็นโรคหูน้ำหนวก
o เมื่อ มีแมลงเข้าหู อย่าพยายามแคะ ให้ใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันพืช หยอดหูทิ้งไว้ชั่วขณะ แมลงจะเคลื่อนไหวไม่ได้ และตายในที่สุด ควรพบแพทย์เพื่อเอาแมลงออก
o หลีกเลี่ยงจากการถูกกระทบกระแทกหู โดยแรง หรือการตบหู เพราะจะทำให้แก้วหู และกระดูกภายในหูหลุด เกิดการสูญเสียการได้ยินตามมา รวมทั้งการหลีเลี่ยงเสียงอึกทึก และเสียงดังมากๆ อาจทำให้หูพิการได้
o ต้องรู้จักสังเกตอาการ ผิดปกติของหู และการได้ยินอยู่เสมอ หากมีอาการผิดปกติ เช่น รู้สึกปวดหู เจ็บหู คันหู หูอื้อ มีน้ำหรือหนองไหลจากหู เวียนศีรษะ มีเสียงดังรบกวนในหู การได้ยินเสียงน้อยลง หรือได้ยินไม่ชัด ต้องรีบไปพบแพทย์เฉพาะทาง หู คอ จมูก ทันที

* การรักษาอนามัยของจมูก ข้อควรปฏิบัติดังนี้
o ไม่ถอนขนจมูก เพราะจะทำให้จมูกอักเสบได้
o ถ้าเป็นหวัดเรื้อรัง หรือมีเลือดกำเดาออกบ่อยๆ ต้องพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา
o ห้ามใส่เมล็ดผลไม้ หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นเข้าไปในรูจมูก
o การไอหรือจาม ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก จมูก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคในอาการ เป็นผลให้ผู้อื่นติดโรคได้
o ต้องสั่งน้ำมูก ใส่ในผ้า หรือกระดาษเช็ดหน้าที่สะอาด

* ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอ
มือและเท้าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่สำคัญ ต้องมีการดูแลรักษา ไม่ปล่อยให้เล็บมือเล็บเท้ายาว การปล่อยให้เล็บยาว โดยไม่ดูแลความสะอาด จะทำให้เชื้อโรคที่สะสมอยู่ตามซอกเล็บ ติดไปกับอาหาร เป็นการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทาปากโดยตรง ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง ก่อน และหลังรับประทานอาหาร และหลังจากเข้าส้วมแล้ว ต้องล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง และต้องสวมรองเท้าเมื่อออกจากบ้าน
* ถ่ายอุจจาระเป็นเวลาทุกวัน
ควรฝึกขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวัน ในตอนเช้า อย่าให้ท้องผูกบ่อยๆ เพราะจะทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร และเป็นมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้
* ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่อับชื้น และให้ความอบอุ่นเพียงพอ
การรักษาความสะอาดของเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องนอนเป็นิส่งสำคัญ เสื้อผ้าที่ใช้แล้วทิ้ง ชั้นนอกและชั้นใน ต้องมีการทำความสะอาดด้วยสบู่ หรือผงซักฟอกทุกครั้ง นำไปผึ่งหรือตากแดดให้แห้ง ประการสำคัญ การสวมเสื้อผ้า ต้อใช้ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ หรือซักไม่สะอาด อับชื้น เพราะจะทำให้เกิดโรคผิวหนังได้

2. รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง
แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลีกเลี่ยงขนมหวาน เช่น ลูกอม แปรงฟัน หรือบ้วนปากหลังรับประทานอาหาร ไม่ใช้ฟันขบเคี้ยวของแข็ง

3. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย
ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนและหลังการปรุงอาหาร รวมทั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย เป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ และติดเชื้อโรคได้ ควรล้างมือให้ถูกวิธี ดังนี้

* ให้มือเปียกน้ำ ฟอกสบู่ ถูให้ทั่วฝ่ามือ ด้านหน้า และด้านหลังมือ
* ถูตามง่ามนิ้วมือ และซอกเล็บให้ทั่ว เพื่อให้สิ่งสกปรกหลุดออกไป พร้อมทั้งถูกข้อมือ
* ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเฃ็ดมือให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาด

4. รับประทานอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด
* เลือกซื้ออาหารสด สะอาด ปลอดสารพิษ โดยคำนึงถึงหลัก 3 ป. คือ ประโยชน์ ปลอดภัย ประหยัด
* ปรุงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และใช้เครื่องปรุงรสที่ถูกต้อง โดยคำนึงถึงหลัก 3 ส. คือ สงวนคุณค่า สุกเสมอ สะอาดปลอดภัย
* รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
* รับประทานอาหารปรุงสักใหม่ และใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน
* หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารรสจัด อาหารใส่สีฉูดฉาด
* ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

5. งดบุหรี่ สุรา สารเสพย์ติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ
* ไม่เสพสารเสพย์ติดทุกชนิด เช่น บุหรี่ สุรา ยาบ้า กัญชา กาว ทินเนอร์
* งดเล่นการพนันทุกชนิด
* ไม่มั่วสุมทางเพศ

6. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น
* ทุกคนในครอบครัวช่วยกันทำงานบ้าน
* มีการปรึกษาหารือ และแสดงความคิดเห็นร่วมกัน
* การเผื่อแผ่น้ำใจซึ่งกันและกัน
* การทำบุญ และได้ทำกิจกรรมสนุกสนานร่วมกัน

7. ป้องกันอุบัติเหตุด้วยความไม่ประมาท
* ดูแล ตรวจสอบ และระมัดระวังอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น ไฟฟ้า เตาแก๊ส ของมีคม ธูปเทียนที่จุดบูชาพระ และไม้ขีดไฟ
* ระมัดระวังเพื่อป้องกันอุบัติภัยในที่สาธารณะ เช่น การใช้ถนน โรงฝึกงาน สถานที่ก่อสร้าง และชุมชนแออัด เป็นต้น

8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี
การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เจริญเติบโตสมวัย กระตุ้นให้กระดูกยาวขึ้น และเข็งแรงขึ้น ทำให้สูงสง่า บุคลิกดี และยังช่วยผ่อนคลายความเครียด จากการทำงาน ตลอดจนเพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย โดย

* ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 20-30 นาที
* ออกกำลังกาย และเล่นกีฬาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และวัย
* ตรวจสอบสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง

9. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
* พักผ่อน และนอนหลับให้เพียงพอ
* จัดสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้าน และนอกบ้านให้น่าอยู่
* มองโลกในแง่ดี ให้อภัย และยอมรับข้อบกพร่องของคนอื่น
* เมื่อมีปัญหาไม่สบายใจ ควรหาทางผ่อนคลาย ในทางที่ถูกต้องเหมาะสม

10. มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม
ใช้ทรัพยากร เช่น น้ำ ไฟ อย่างประหยัด หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดพิษต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถุงพลาสติก โฟม ตลอดจนการร่วมมือกัน รักษาความสะอาด และเป็นระเบียบของสถานที่ทำงาน และที่พัก เป็นต้น
ที่มา samunpri.com


25 วิธีดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ
เรื่องสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม
1. การดื่มน้ำปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็วอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษ เนื่องจากเลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโปแตสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำในเซลล์และนอก เซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดอาการเกร็งที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไป เพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติก็ไม่เป็นอันตรายเพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ และถ้าเมื่อไรมีอาการจุกนั่นแสดงว่าดื่มน้ำมากไป ควรหยุดได้แล้ว

2. การปล่อยให้ตนเองหิวอาจนำไปสู่โรคร้าย เพราะความหิวกระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจหรือเบาหวานได้ ลองควบคุมความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน

3. ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เพราะคาเฟอีนลดการหลั่งสารเอนโดรฟีนซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นและมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ

4. วิธีง่ายๆในการดูแลสุขภาพคือ หลังจากตื่นนอนทุกเช้า จะดื่มน้ำส้มสายชูที่หมักจากผลแอ๊ปเปิ้ล ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ 1 : 1 ใส่น้ำอุ่นคนให้เข้ากันแล้วค่อยเติมน้ำแข็งลงไปเพื่อให้ทานง่ายและมีรสชาติ ดีขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะไปช่วยการดูดซึมของระบบลำไส้ และการเผาผลาญของร่างกาย แต่โรคบางโรคอาจเกิดจากสุขภาพจิตที่อ่อนแอ ในหนึ่งอาทิตย์จึงควรจะมีวันพักผ่อนอย่างจริงจังหรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและลดมลภาวะทางจิตใจไปพร้อมๆ กัน

5. การ นอนดึกคืนวันศุกร์-เสาร์แล้วตื่นสายในวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายตั้งเวลาตื่นใหม่ เมื่อถึงวันจันทร์จึงมีอาการอิดเอื้อนไม่อยากตื่น ทั้งยังทำให้ขาดสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสืออีกด้วย

6. แสงแดดยามเช้าไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่การออกกำลังกายกลางแดดในช่วงเวลาดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนโดรฟีน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอาการซึมเศร้าตามธรรมชาติอีกด้วย

7. ความเครียดเป็นตัวการทำลายผิวที่ร้ายแรงที่สุด ฉะนั้นเราต้องปรับความคิดใหม่ และใช้ร่างกายเราอย่างทะนุถนอมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม หาเวลาออกกำลังกายบ้าง และรับประทานอาหารดีๆ

8. แอ๊ปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี มีประโยชน์ แต่ถ้าคุณรับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้เหล่านี้เพราะบูดง่ายในลำไส้ อาจเกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

9. การไอเรื้อรังอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ให้ใช้วิธีที่สุดแสนธรรมดาแต่ได้ผลมากกว่าคือ ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ อมยาอมให้ลำคอชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพ แค่นี้ก็หายแล้ว

10. การที่เราคิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี แถมอายุยังน้อย ทำให้เราชะล่าใจในการดูแลรักษาสุขภาพ เวลาเกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับร่างกายจะคิดว่าช่างมัน เดี๋ยวคงหายเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง

11. เมื่อ มีอาการเท้าและข้อเท้าบวมให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาที แล้วขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลัง เพื่อช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงที่ขนทำจากวัสดุธรรมชาติ แปรงผิวหนังเบาๆ เริ่มบริเวณฝ่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย แล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) จากนั้นอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

12. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและรับประทานไข่มากกว่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

13. ผู้ที่รับประทานไข่เป็นเวลา 8 อาทิตย์ลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และรอบเอวลดลงเกือบสองเท่า เพราะผู้ที่รับประทานไข่รู้สึกอิ่มกว่าการรับประทานขนมปัง ทำให้รับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็นน้อยลง

14. การรับประทานอาหารไปดูหนังไปทำให้รับประทานอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้วหรือรสชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัวๆ ทำให้ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ค่อยระวังตัว เพลิดเพลินเจริญอาหารไปเรื่อย

15. เสียงเพลงมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของคนเรา ยิ่งดนตรีมีจังหวะเร็วเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้นให้รับประทานอาหารมากขึ้นเท่านั้น

16. การดื่มน้ำ(เปล่า)เย็น 50 ออนซ์ (8 ออนซ์= 1 ถ้วย) จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี เท่ากับช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 5 ปอนด์หรือ 2.5 กิโลกรัม เพราะการดื่มน้ำเปล่าไม่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน แต่ต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำเย็นทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมากขึ้นอีก

17. การออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักและพิลาทิส ควบคู่กันไปจะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของปอดและหัวใจ รวมถึงความแข็งแรงและยืดหยุ่นของโครงสร้าง และการรับประทานอาหารมื้อย่อยๆ 5 มื้อต่อวัน โดยมื้อกลางวันจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเพียง 1 มื้อ นอกนั้นเน้นผักและผลไม้ จะทำให้มีพลังงานที่พอเหมาะในการใช้งาน และไม่ทิ้งไขมันส่วนเกินสะสม

18. ผู้ชายที่รับประทานมะเขือเทศ ซึ่งมีไลโคปีนสูงอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น เสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ วิธีง่ายๆ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้ละเอียดเติมน้ำมันมะกอกและนำไปปรุงสุก ความร้อนจะช่วยให้มะเขือเทศปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

19. รับประทานแอ๊ปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการลดแบคทีเรียในช่องปากและช่วยให้เหงือกแข็งแรง การรับประทานสับปะรดและมะละกอก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซน์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น

20. หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไป ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้น อย่างเช่นมะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุ๊ต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป

21. สำหรับ หนุ่มเจ้าสำราญ ที่ชอบปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยการนอนหลับให้นานหน่อย อีกวิธีหนึ่งในการดูแลตัวเองคือมีแฟนเด็ก จะได้มีแรงกระตุ้นให้เราทำตัวเด็กตาม ต้องดูดีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอบายมุข การเที่ยวกลางคืนก็เป็นอันต้องงด

22. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะเกมส์ที่ต้องใช้สมาธิ ช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคอัลเซเมอร์ได้ เกมอื่นๆ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ หรือเลือกเรียนดนตรี ก็ช่วยได้เช่นกัน

23. การใช้พลาสติกใส่อาหารหรือปิดอาหาร รวมถึงใส่จานชามพลาสติกในไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้พลาสติกปนเปื้อนในอาหาร เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

24. ก่อนตั้งครรภ์ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน 1.ดูแลเรื่องอาหารการกิน เน้นโฟเลต แคลเซียม วิตามินต่างๆ ป้องกันอาการแพ้ท้องหรืออยากอาหารประหลาดๆ 2.ระวังเรื่องการรับประทานยาทุกชนิด อ่านฉลากให้ดี เพราะอาจทำร้ายลูกโดยไม่เจตนา 3.ทำใจให้สบาย คิดในแง่บวก 4. ออกกำลังกายที่เหมาะสม

25. ถ้ามื้อนั้นรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ไม่ควรรับประทานผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ทำให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จไปเรียบร้อยแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้
ที่มา siamsouth.com





ลิ้งค์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพครับ ดูแลผู้ป่วยครับ
 :: ดูแล ดูแลสุขภาพ ชลอความแก่10-20ปีจริงๆ ดูแลผิวใส
 :: ข้อมูลสุขภาพ การดูแลสุขภาพ เว็บ สุขภาพ
 :: สุขภาพ
 :: ดูแลสุขภาพ | ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
 :: www.HealthTodayThailand.com - นิตยสารสุขภาพเต็มร้อย
 :: สุขภาพบางกอก
 :: ดูแลสุขภาพ
 :: สุขภาพ อาหาร อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารสุขภาพ การดูแลสุขภาพ
 :: การชะลอความแก่ การดูแลสุขภาพ
 :: หลัก ๘ ประการของการดูแลรักษาสุขภาพ
 


Holiday ToursRelated Link

Holiday Tours in Thailand ลด ลดน้ำหนัก ลดต้นขา ลดต้นแขน โปรแกรมลดน้ำหนัก
Holiday Tours in Thailand Health ใส สวย ใส หน้าใส สุขภาพน่ารู้ ข้อมูลน่ารู้ สำหรับทุกคน คลิ๊ก

Holiday Toursลิ้งอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Holiday Tours in Thailand ต้องการเงิน เงินสดพร้อมใช้ อนุมัติง่าย รับเงินทันใจ 0% สูงสุด 4 เดือน บริการสินเชื่อ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด
Holiday Tours in Thailand อยากได้เงิน อยากหารายได้พิเศษ อยากหารายได้เสริม อยากหางานทํา
Holiday Tours in Thailand ต้องการเงิน ต้องการรายได้เสริม หารายได้พิเศษ part time ต้องการหางานทํา
Holiday Tours in Thailand ทำงานผ่านเน็ต - ทำงานที่บ้าน - ทำงานพิเศษ - ทำธุรกิจออนไลน์


 
   Home  

Valid HTML 4.01 Transitional Valid CSS! NetMechanic HTML Code Excellence Award


Email tochaichan@yahoo.com | © www.HolidayTours.in.th (Holiday Tours In Thailand)  All Rights Reserved.